จีนเปิดแผนบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์ผู้รักชาติ เพื่อสู้มาตรการสหรัฐฯ

ปักกิ่งวางแผนอบรมบ่มเพาะทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นที่มีความคิดในทางยุทธศาสตร์และมีความรักชาติ ขณะที่พวกผู้เชี่ยวชาญด้านชิปซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ

ทันโลกข่าวค่ำ ถูกวอชิงตันบังคับให้ยุติการทำงานในโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ของจีน รัฐบาลจีนตัดสินใจที่จะสรรหาบุคลากรผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม มาบ่มเพาะให้เป็นทีมงานนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทางยุทธศาสตร์ทีมหนึ่ง หลังจากที่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยมาตรการชุดใหม่ซึ่งมีการจำกัดบังคับให้พวกผู้เชี่ยวชาญด้านชิปชาวอเมริกัน ต้องถอนตัวไม่สามารถทำงานในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนได้ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ministry of Industrial and Information Technology หรือ MIIT) ได้เผยแพร่เอกสารเสนอความคิดเห็นฉบับหนึ่งเมื่อวันอังคาร (18 ต.ค.) ซึ่งเสนอแนะให้จีนกระตุ้นส่งเสริมพวกบัณฑิตระดับท็อปเข้ามาทำงานในภาคไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และจัดหาทรัพยากร ตลอดจนความสนับสนุนต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปได้มาบ่มเพาะพวกเขาให้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรซึ่งมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์  หลี่ กั๋วเจี๋ย (Li Guojie) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (Chinese Academy of Sciences หรือ CAS) บอกว่า หลักเกณฑ์ข้อแรกสุดของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางยุทธศาสตร์ ก็คือ ความรักชาติ หลี่ ย้ำว่า พวกนักวิทยาศาสตร์ทางยุทธศาสตร์ควรต้องมีความริเริ่มในการช่วยเหลือประเทศชาติให้ประสบความสำเร็จในการผ่าทางตันทางเทคโนโลยีสำคัญๆ และมีความสามารถในการนำพาเหล่านักวิทยาศาสตร์และวิศวกรระดับท็อป เสียงเรียกร้องต้องการเช่นนี้ดังก้องขึ้นมา หลังจากสหรัฐฯ ประกาศในช่วงก่อนหน้านี้ของเดือนนี้ว่า พลเมืองสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำงานหรือให้บริการใดๆ แก่โรงงานผลิตชิปของจีนบางแห่งบางประเภทตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยที่มีรายงานว่ามาตรการจำกัดกีดกันเช่นนี้ได้บังคับให้พวกผู้เชี่ยวชาญด้านชิปชาวอเมริกันเชื้อสายจีนบางคนต้องลาออกจากตำแหน่งงานของพวกเขาในประเทศจีน ก่อนหน้านั้นไปอีก นั่นคือเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้ลงนามประกาศใช้รัฐบัญญัติ CHIPS and Science Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ภายในสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมเพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ในการต่อกรกับจีน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (Bureau of Industry and Security หรือ BIS) ในกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้สั่งห้ามขนส่งซอฟต์แวร์การดีไซน์ทางอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (electronic design automation หรือ EDA) ไปยังจีน

ข่าวทันโลกข่าวค่ำ ซอฟต์แวร์ชนิดนี้ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาด 3 นาโนเมตร ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นเจเนอเรชันรุ่นนำสมัยที่สุด เมื่อตอนต้นเดือนที่แล้ว BIS ยังได้เริ่มการแบนครั้งใหม่ ซึ่งครอบคลุมการส่งออกชิปไฮเอนด์หลายๆ ประเภทที่ผลิตโดยอินวิเดีย (Nvidia) และเอเอ็มดี (AMD) ไปยังจีน เพื่อมุ่งชะลอการเติบโตของภาคปัญญาประดิษฐ์ของจีน สำหรับมาตรการกีดกั้นระลอกล่าสุดนั้นระบุเอาไว้ว่า พลเมืองสหรัฐฯ ถูกห้ามไม่ให้สนับสนุนการพัฒนาหรือการผลิตแผงวงจรรวม ณ โรงงานชิปบางแห่งบางที่ในประเทศจีน หากไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นพิเศษ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมเป็นต้นไป ตามรายงานหลายกระแสของสื่อมวลชน วิศวกรชาวอเมริกันเชื้อสายจีนระดับท็อปบางคน เป็นต้นว่า เจอรัลด์ อิน (Gerald Yin) ประธานและผู้จัดการใหญ่ของเอเอ็มอีซี (AMEC) กำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากว่าพวกเขาควรพำนักอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ต่อไปท่ามกลางการแซงก์ชันของสหรัฐฯ หรือไม่ ดังที่ระบุไว้ข้างต้น ในวันอังคาร (18 ต.ค.) กระทรวง MIIT ได้เผยแพร่เอกสารฉบับหนึ่งพูดถึงวิธีการที่จีนจะระดมหาผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา และบรรลุการทะลุทะลวงทางเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะในภาคเซมิคอนดักเตอร์ เอกสารฉบับนี้ได้รับอนุมัติเป็นการภายในมาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม หรือไม่กี่วันหลังสหรัฐฯ ออกประกาศมาตรการจำกัดกีดกัน กระทรวง MIIT บอกว่า จะเปิดเผยนโนบายพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นส่งเสริมการจัดตั้งทีมงานเทคโนโลยีมุ่งสร้างนวัตกรรมทีมต่างๆ และการระดมหาพวกผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปด้านเทคโนโลยี ทางกระทรวงกล่าวด้วยว่าจะจัดสรรทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นเพื่อการบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรุ่นหนุ่มสาว รวมทั้งจัดตั้งสถาบันทางวิชาการและศูนย์วิจัยใหม่ๆ ขึ้นมารองรับพวกเขา MIIT บอกว่ารัฐบาลจะจัดหาทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นสำหรับใช้ในการฝึกอบรมวิศวกร ให้แก่กิจการเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกิจการซึ่งอยู่ในฐานะเป็นแกนกลางในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากนั้น ยังกล่าวว่าพวกสถาบันทางวิชาการและสถาบันวิจัยทั้งหลายควรกำหนดให้พนักงานของพวกตนใช้เวลาในการทำงานซึ่งไม่ใช่งานวิชาการหรืองานวิจัย สูงสุดไม่เกิน 1 วันต่อสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สมาชิกบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์ หลี่ กว๋อเจี๋ย ได้เขียนในบทความชิ้นหนึ่งระบุว่า มีปัญหาทางเทคโนโลยีอยู่เยอะแยะมากมายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขคลี่คลายโดยเหล่าวิศวกรระดับท็อปผู้มีความคิดจิตใจในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความรักชาติและมีความเข้าใจสถานการณ์ของโลก “ทำไมจีนจึงประกาศว่าจะบ่มเพาะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องเป็นชุดใหญ่ออกมา คำตอบคือ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้พวกผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความเข้าใจวิธีการในการช่วยเหลือประเทศชาติให้พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ แบบพึ่งตนเอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่รุนแรงสาหัส” หลี่ กล่าวโดยไม่ได้มีการเอ่ยอ้างถึงมาตรการจำกัดกีดกันของสหรัฐฯ หลี่ เล่าว่า เมื่อตอนที่เขานำคณะผู้แทนของศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computer Research Center) ไปเยือนสหรัฐฯ ในปี 1991 เขาได้รับการบอกกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีผู้หนึ่งว่า จีนควรโฟกัสที่การวิจัยพวกอุปกรณ์เสริม อย่างเช่น เมาส์ คียย์บอร์ด และจอภาพ แทนที่จะตั้งจุดมุ่งหมายไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เขาบอกว่าตั้งแต่ตอนนั้นมา เขาจึงเกิดความตระหนักถึงความเป็นจริงขึ้นมาว่า จีนไม่ควรพึ่งพาอาศัยพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากความรักชาติ และพำนักอาศัยอยู่ต่างแดนเป็นเวลานาน

แนะนำข่าวทันโลกข่าวค่ำ อ่านเพิ่มเติม คลิกเลย : ‘มั่วสิ้นดี’! เกาหลีเหนือตอกกลับสหรัฐฯ หลังถูกกล่าวหาลอบส่งกระสุนให้รัสเซียถล่มยูเครน